ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ Transfer Factor
http://www.transferfactor-therapy.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

บริษัท 4Life

ผลิตภัณฑ์ 4Life

การสั่งซื้อ

โอกาสทางธุรกิจ

เว็บบอร์ด

ติดต่อเรา

แผนที่เว็บ

สถิติ

เปิดเว็บ14/10/2009
อัพเดท14/11/2014
ผู้เข้าชม1,150,471
เปิดเพจ1,475,655
สินค้าทั้งหมด30

Transfer Factor ราคาพิเศษ

Transfer Factor

งานวิจัยทรานสเฟอร์แฟกเตอร์

ผลการทดลองทางคลินิค

การรับรองทางการแพทย์

การใช้ประโยชน์ Transfer Factor

การเพิ่มประสิทธิภาพ Transfer Factor

ระบบภูมิคุ้มกัน

สาระน่ารู้

วิตามิน/เกลือแร่

โรคมะเร็ง (Cancer)

โรคติดเชื้อไวรัส

โรคภูมิแพ้

โรค Autoimmune

ประสบการณ์ผู้ใช้ ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ (ไทย)

ประสบการณ์ผู้ใช้ Transfer Factor(ทั่วโลก)

รางวัลท่องเที่ยวต่างประเทศ

ตารางกิจกรรม

จดหมายข่าว

อีเมล์

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

ปฎิทิน

« November 2014»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30      

แบบสำรวจ

ท่านต้องการข้อมูลใดจากเว็บไซต์ www.transferfactor-therapy.com นี้
ข้อมูลทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์
ข้อมูลสินค้าและบริการ
ข้อมูลอบรมสัมมนา
 

นาฬิกา

Alternative content

โรคเอดส์ (AIDS)

โรคเอดส์ (AIDS)

โรคเอดส์ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome มีชื่อโดยย่อว่า AIDS = เอดส์

โรคเอดส์ เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) เมื่อเชื้อ HIV เข้าสู่คน จะไปทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ทำให้ติดเชื้อฉวยโอกาสและเป็นโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรคปอด  เยื่อหุุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา โรคผิวหนัง หรือเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าคนปกติ  

ขณะนี้โรคเอดส์กำลังระบาดในทวีปอเมริกา ยุโรป อาฟริกา แคนนาดา โรคนี้ได้ติดต่อมาถึงบางประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย

พยาธิวิทยา

 

เชื้อ HIV  เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Lentivirus ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มไวรัส Retrovirus  เชื้อHIV มีความจำเพาะต่อเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิด CD4 T-Lymphocytel สูงมาก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนจะจับกับเซลล์ CD4 และฝังตัวเข้าไปภายใน T-Lymphocyte  และเพิ่มจำนวนโดยสร้างสาย DNA โดยอาศัยเอนไซม์ Reverse Transcriptase  จากนั้นสายดีเอ็นเอของไวรัสจะแทรกเข้าไปในสายดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้ออย่างถาวร  ได้เป็นไวรัสใหม่และไปเพิ่มจำนวนในเซลล์เม็ดเลือดขาวใหม่ต่อไป ส่วนเซลเม็ดเลือดขาวเก่าเมื่อไวรัสหลุดออกไปแล้วก็จะตายไป  ทำให้ CD4 T-Lymphocyte ลดจำนวนลง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยผู้ที่ติดโรคเอดส์ในผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปีซึ่งต้องมีเกณฑ์ดังนี้

  • ตรวจเลือดพบภูมิ antibody ต่อเชื้อโรคเอดส์สองครั้งด้วยวิธีที่ต่างกัน และหรือ
  • การตรวจพบเชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA) และต้องมีการตรวจยืนยันอีกครั้ง

สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า18ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์มีเกณฑ์ดังนี้

  • การตรวจพบเชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA) และต้องมีการตรวจยืนยันอีกครั้ง จะไม่ใช้การตรวจภูมิมายืนยันการวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัย Primary infection

องค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา(CDC) ได้ให้คำนยามไว้ดังนี้

  • เป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ในทารก เด็กหรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะไม่มีอาการหรือมีอาการกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น ไข้หลังจากได้รับเชื้อ 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ หรืออาจจะมีเยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ และอาจจะมีการติดเชื้อฉวยโอกาศ ที่สำคัญคือการที่ว่าพบว่าพึ่งจะมีภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบตัวเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

การวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเอดส์ชนิด advance (advanced HIV infection)

  • ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอดส์ระยะที่3หรือ4และหรือ
  • CD4<350 cell/mmmในผู้ใหญ่ และหรือ
    • %CD4+ <30 ในเด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือน
    • %CD4+ <25 ในเด็กอายุ 12–35 เดือน
    • %CD4+ <20 ในเด็กอายุ 36–59 เดือน

การประเมินความรุนแรงของโรคเอดส์ก่อนการรักษา

การประเมินความรุนแรงหรือระยะของโรคจะมีประโยชน์ในการประเมินก่อนการรักษาและประเมินเพื่อติดตามผลการรักษา และเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจให้ยาต้านไวรัสหรือการให้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส

การประเมินความรุนแรงของโรคแบ่งเป็น

การประเมินความรุนแรงจากอาการของโรค

ตารางประเมินความรุนแรงจากอาการของโรค

อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์

เกณฑ์ความรุนแรงตามองค์การอนามัยโรค WHO

ไม่มีอาการ

1

มีอาการน้อย

2

มีอาการโรคเอดส์Advanced symptoms

3

มีอาการรุนแรง Severe symptoms

4

 

การประเมินความรุนแรงจากภูมิของร่างกาย

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคเอดส์จะมีการตอบสนองของเซลล์ CD4 เมื่อโรคเป็นมากเซลล์จะลดลง หากการรักษาได้ผลเซลล์CD 4ก็จะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนเซลล์ก็ขึ้นกับอายุดังนั้น

 

 ารางแสดงความรุนแรงและระดับ CD4

HIV-associated
immunodeficiency

จำนวน CD4 ในแต่ละอายุ

<11 เดือน
(%CD4+)

12–35 เดือน
(%CD4+)

36 –59 เดือน
(%CD4+)

>5 ปี (จำนวน cd4/mm3 sinv
%CD4+)

 

None or not significant

>35

>30

>25

500

 

Mild

30–35

25–30

20–25

350−499

 

Advanced

25–29

20–24

15−19

200−349

 

Severe

<25

<20

<15

<200 หรือ<15%

 

 

การตัดสินใจให้ยารักษาหรือป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส

การเจาะเลือดหาจำนวนเซลล์ CD4จะช่วยในการตัดสินใจให้ยารักษาหรือยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

  • ผู้ป่วยที่มีความรุนแรง advance หรือ severe ควรจะได้รับยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคเอดส์
  • ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการน้อยยังไม่สมควรได้รับยารักษาโรคเอดส์

การป้องกันการติดเชื้อ HIV

วิธีการป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์ที่ดีที่สุดคือการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์ เช่น

การฉีดยาเสพติดเข้าเส้น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จะสามารถลดการเกิดอัตราติดเชื้อเหมือนที่ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการให้ใช้ถุงยาง 100 % เนื่องจากยังไม่มีการรักษาหรือวัคซีนที่ป้องกันโรคดังนั้นทุกคนจะต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรค

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV 

สมัยก่อนผู้ที่ติดเชื้อมักจะเป็นพวกรักร่วมเพศ หรือฉีดยาเสพติดเข้าเส้น ปัจจุบันพบว่าการติดเชื้อHIV พบได้ใน วัยรุ่น คนทำงาน ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น แม่บ้าน คือสามารถพบได้ทั่วๆไป ดังนั้นทุกคนเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV หากไม่ป้องกันหรือประมาท โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

การป้องกันการติดเชื้อ HIV จากเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อ HIV จะสามารถติดต่อทางเยื่อเมือก (mucous membranes)เช่น ปลายอวัยวะเพศชาย ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หากเยื่อเมือกเหล่านี้ได้รับเชื้อ HIV จาก น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นของทั้งหญิงและชาย เลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อได้

  • วิธีป้องกันที่ได้ผลมากที่สุดแต่ทำยากที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • ป้องกันตัวเองทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางที่ทำจากยาง latex condom หรือ dental dam หากแพ้ยาง latex ให้ใช้ชนิด polyurethane condoms นอกจากการเลือกใช้ชนิดของถุงยางแล้ว ต้องเรียนรู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง ห้ามใช้สารหล่อลื่นที่เป็นไขมันเพราะจะทำให้ถุงยางรั่ว

กิจกรรมอะไรที่เสี่ยงและไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV

  • การช่วยตัวเอง การกอดรัดเล้าโลม การจูบ พวกนี้มีโอกาสการติดเชื้อต่ำ
  • การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางทวารและช่องคลอดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปากก็มีความเสี่ยง ดังนั้นต้องใส่ถุงยางป้องกัน

การป้องกันการติดเชื้อสำหรับผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น

เชื้อ HIV สามารถติดต่อผ่านทางเข็มฉีดยาที่ใช้ร่วมกัน เข็มดังกล่าวจะปนเปื้อนเลือด ดังนั้นวิธีป้องกันการติดเชื้อทำได้ดังนี้

  • หยุดยาเสพติดและเข้ารับการบำบัดเพื่อหยุดยาเสพติด
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ให้ใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง
  • สำหรับผู้ที่ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เข็มร่วมกัน ก็ให้ล้างเข็มให้สะอาดด้วยน้ำโดยการฉีดล้างกระบอกฉีดยา และแช่เข็มในน้ำยาฆ่าเชื้อ 1 นาที

การป้องกันการติดเชื้อ HIV ในคนท้อง

เด็กที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV สามารถรับเชื้อจากแม่ขณะตั้งครรภ์ และการคลอด ปัจจุบันหากทราบว่าคนท้องมีเชื้อ HIV สามารถให้ยา AZT ซึ่งสามารถลดอัตราการติดเชื้อลง

การป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสโรค

ทางการแพทย์มีประสบการณ์เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสโรคโดยศึกษาในเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขที่ถูกเข็มตำ พบว่าหากให้ AZT หลังถูกเข็มตำจะสามารถลดอุบัติการณ์ลงได้ร้อยละ 80 จากความรู้นี้สามารถนำมาใช้กับการสัมผัสโรคHIVโดยทางเพศสัมพันธ์ ก็น่าจะให้ยาป้องกันได้ การป้องกันดีที่สุดคือไม่มีเพศสัมพันธ์ การใส่ถุงยาง การมีเพศสัมพันธ์แบบ safer sexual practices หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยง สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกันไม่ว่าทางทวารหรือทางปกติ oral sex กับผู้ที่ติดเชื้อ HIV หรือกลุ่มเสี่ยง เช่นผู้ที่ติดยาเสพติด รักร่วมเพศ ควรจะได้รับยาป้องกันภายใน 3 วันหลังสัมผัส และหากท่านทราบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV และไปร่วมเพศกับคนที่ไม่ได้ติดเชื้อท่านต้องแจ้งให้คู่ขาทราบภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อที่คู่ขาจะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อ HIV

การบริจาคเลือด

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ห้ามบริจาคเลือดโดยเด็ดขาด

 

แนวทางการรักษา

สมัยก่อนผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV จะมีการดำเนินของโรคอย่างช้าทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และจะกลายเป็นโรคเอดส์ทุกรายภายใน 10 ปี

ปัจจุบันมีการพัฒนาการรักษาโรคติดเชื้อ HIV ทำให้เกิดการเปลี่ยนแนวความคิดที่ว่ารักษาไม่ได้เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมอาการ

การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น

  1. การตรวจเลือดทั่วไปอาจจะพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจางได้เล็กน้อย หากโลหิตจางมากต้องหาสาเหตุเพิ่มเติม นอกจากโลหิตจางยังพบว่าเม็ดเลือดขาวจะต่ำกว่าปกติส่วนใหญ่เม็ดเลือดขาวจะอยู่ระหว่าง 2,000 to 3,500 cells/mm3 และถ้าหากเม็ดเลือดขาวต่ำมากต้องตรวจหาว่ามีการติดเชื้อ มะเร็งหรือเกิดจากยา เกร็ดเลือดก็จะต่ำแต่มักจะไม่มีเลือดออกผิดปกติ
  2. การตรวจหาปริมาณเซลล์ CD4 T lymphocyte ก็มีประโยชน์ในการพยากรณ์โรค เนื่องจากเชื้อ HIV จะทำลายภูมิคุ้มกันโดยการทำลายเซลล์ CD4 T lymphocyte หากโรคเป็นมากเซลล์ CD4 T lymphocyte จะต่ำ หากรักษาได้ผล CD4 T lymphocyte จะสูงขึ้น
  3. การตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส viral load หรือที่เรียกว่า plasma HIV RNA เป็นการตรวจหาตัวเชื้อไม่ใช่ภูมิ การตรวจชนิดนี้จะให้ผลบวกก่อนที่ภูมิจะขึ้นการตรวจนี้จะมีประโยชน์อย่างมากดังนี้
  • เป็นตัวบอกว่าโรคจะดำเนินไปเร็วแค่ไหน
  • เป็นตัวที่จะบ่งชี้ว่าจะเริ่มต้นรักษาหรือเปลี่ยนแปลงการรักษา
  • เป็นการตรวจการติดเชื้อ HIV ก่อนที่ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อHIV จะขึ้น
  1. การตรวจหาทั้งภูมิและเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและ ซี เนื่องจากลักษณะการติดเชื้อคล้ายกัน การตรวจหาเชื้อและภูมิเพื่อจะได้แนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตัวเองและการติดเชื้อไปยังผู้อื่น ถ้าไม่มีภูมิหรือเชื้อก็แนะนำให้ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน
  2. การตรวจตับและไตก็เพื่อจะทราบข้อมูลพื้นฐานและเพื่อการปรับยาที่ใช้รักษา
  3. การทดสอบการติดเชื้อวัณโรคทางผิวหนังก็มีความจำเป็น ผู้ที่ให้ผลบวกตั้งแต่ 5 มม.ขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจรังสีทรวงอก การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค และการต้องได้รับยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้แก่ยา INH วันละ 300 มิลิกรัมและวิตามิน บี 6เป็นเวลา 12 เดือน

ประเมินพยากรณ์ของโรค

การประเมินพยากรณ์หมายถึงการคาดการณ์ว่าโรคจะดำเนินเปลี่ยนแปลงเร็งแค่ไหน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV หากไม่ได้รับการรักษาจะดำเนินเป็นโรคเรื้อรังโดยทั่วไปใช้เวลา 10 ปีตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งกลายเป็นโรคเอดส์  ตั้งแต่ได้รับเชื้อ HIV เชื้อก็จะเจริญแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา มีการกลายพันธ์และในที่สุดก็ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

การที่เราต้องรู้ว่าขณะนี้ผู้ได้รับเชื้อเป็นโรคขั้นไหน และการคาดการณ์ว่าโรคจะดำเนินเร็วแค่ไหนก็เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจให้การรักษา และเพื่อที่จะได้ประเมินพยากรณ์ของโรค เครื่องบ่งชี้ว่าโรคจะดำเนินเร็วได้แก่

  • อาการของโรค ผู้ที่มีอาการทั่วไปเช่น น้ำหนักลด อ่อนเพลียและมีอาการของโรคเอดส์เช่น เชื้อราในปาก เป็นงูสวัส ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือติดเชื้อฉวยโอกาส
  • การที่ระดับเซลล์ CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นลดลงมากกว่า 100 cells/mm3 ใน 6 เดือน

การเจาะ CD4-T lymphocyte

ปกติเราจะมีเซลล์ CD4-T lymphocyte ประมาณ 500-13000 cells/mm3 ได้มีการใช้ปริมาณเซลล์CD4-T lymphocyte เป็นตัวบอกระยะของโรคแต่ต้องระวังเพราะปริมาณเซลล์ผันแปรตามเวลาที่เจาะ และการติดเชื้อรวมทั้งสุขภาพถ้าหากค่าสูงหรือต่ำไปต้องเจาะเลือดเพื่อยืนยันอีกครั้ง ปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte ที่เจาะเป็นระยะจะมีประโยชน์มากกว่าการเจาะครั้งเดียวเพราะสามารถบอกการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเซลล์ได้ นอกจากจะใช้ปริมาณเซลล์แล้วยังใช้ %ของCD4-T lymphocyte แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ปริมาณเซลล์

ปัจจุบันเราใช้ปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte และปริมาณเชื้อ viral load หรือ HIV RNA มาเป็นตัวบอกระยะและพยากรณ์ของโรค

  • ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte มากว่า 500 cells/mm3จะมีโอกาสเสี่ยงต่ำในการเกิดโรคเอดส์และโรคแทรกซ้อนอื่นใน 3 ปี
  • ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte 200-500 cells/mm3 จะมีความเสี่ยงปานกลาง
  • ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte <200 cells/mm3 จะมีความเสี่ยงสูง

การเจาะตรวจ CD4-T lymphocyte ควรจะเจาะทุก 3-6 เดือนขึ้นกับสภาพของผู้ป่วย ผู้ที่เจาะได้เซลล์ปริมาณน้อยก็ต้องเจาะถี่ ส่วนผุ้ที่มีเซลล์มากก็เจาะทุก 6 เดือน

การตรวจหาปริมาณเชื้อ Viral Load (HIV RNA) Assays

เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากที่สุดในการบอกระยะของโรคและการดำเนินของโรค สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV อาจจะมีปริมาณเชื้อ HIV RNA น้อยมากจนตรวจไม่พบหรืออาจจะมีมากเป็นล้าน โดยทั่วไปหากมีปริมาณเชื้อ 10000-50000 copies/ml จะบ่งบอกว่าโรคกำลังดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว ถ้าหากกำลังรักษาด้วยยาแสดงว่ายานั้นรักษาไม่ได้ผล ปริมาณเชื้อน้อยกว่า 5000 copies/ml แสดงว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่ำและโรคจะยังไม่ลุกลามใน 5 ปี

HIV RNA สามารถตรวจพบก่อน แอนติเจนและก่อนภูมิคุ้มกัน(HIV antigen and HIV antibody)มักจะตรวจพบภายในสัปดาห์ การที่ตรวจไม่พบ HIV RNA ไม่ได้หมายความว่าหายเนื่องจากอาจจะมีปริมาณน้อยมาก และเชื้อ HIV ส่วนหนึ่งอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV อาจจะตรวจพบว่าค่า HIV RNA เพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อหวัด การเจาะเลือดตรวจควรจะเจาะเวลาเดียวกัน ใช้วิธีการตรวจเหมือนกัน

ระยะของโรค HIV (Stages of HIV Disease)

มีการจัดระยะของโรคเพื่อวางแผนการรักษา แต่การจัดมีได้หลายรูปแบบ แนวทางที่แสดงเป็นแบบหนึ่ง

  • Primary HIV infection: เริ่มตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 12-20 สัปดาห์ เริ่มแรก CD4-Tจะลดลงหลังจากนั้นจะเพิ่มจนสู่ภาวะปกติ (500-1300 cells/mm3)อาจจะเกิดอาการของการติดเชื้อ
  • Early HIV infection:เริ่มตั้งแต่ตรวจพบภูมิต่อเชื้อ HIV จนกระทั่งการแบ่งตัวของเชื้อคงที่ ระดับ CD4-Tจำนวน CD4-T อยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการ
  • Early-stage HIV disease:ตั้งแต่ระดับที่เชื้อไม่มีการแบ่งตัวจนกระทั่งระดับ CD4ลดต่ำกว่า 500 cells/mm3ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ
  • Middle-stage HIV disease: ระดับCD4+ T-cell อยู่ระหว่าง 200 - 500 cells/mm3; ตั้งแต่ระยะ earlyจนกระทั่ง middleใช้เวลาประมาณ 10 ปี โดยมากไม่มีอาการแต่จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ราในปาก งูสวัด วัณโรค
  • Advanced HIV disease: ระดับเซลล์ CD4+ T-cell ต่ำกว่า 200 cells/mm3 จัดเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น ผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อรา เชื้อ  PCP
  • Late-stage HIV disease: ระดับเซลล์ CD4+ T-cell ต่ำกว่า 50 cells/mm3; มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ MAC, CMV,เชื้อราในสมอง cryptococcal meningitis. 
  • Post-HAART stage: หมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอดส์ CD4-Tจะอยู่ระหว่าง 200-500 cells/mm3 แต่ระดับภูมิคุ้มกันยังอยู่ระดับต่ำ อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส

การรักษา

การรักษาโรคเอดส์ได้มีการพัฒนามาตลอดมีการพัฒนายาใหม่ๆ และการใช้ยาร่วมกัน การรักษาโรคเอดส์สมัยก่อนผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิต

แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนายารักษาไวรัส รวมทั้งมีการใช้ยาร่วมกันทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าก่อน ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรจะปรึกษาแพทย์เสียแต่เนินเพื่อวางแผนการรักษา เชื้อ HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยการทำลายเซลล์ CD4 เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาส การรักษาโดยการให้ยาต้านไวรัสเป็นเพียงหยุดหรือทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวลดลง ทำให้โรคไม่รุกลามจนกลายเป็นเอดส์

การรักษาจะใช้ยาร่วมกันหลายชนิดเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา โปรดจำไว้ว่าหากเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาอย่าหยุดยาชนิดใดชนิดหนึ่งโดยลำพัง ให้ปรึกษาแพทย์เปลี่ยนยาเพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อยา

การใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (TRANSFER FACTOR) ในผู้ป่วยเอดส์(2)

Carey et al (1987)  ให้ Leucocyte 50x108  ซึ่งมี TRANSFER  FACTOR แก่ผู้ป่วยเอดส์ 9 ราย โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ไม่พบผู้ป่วยรายใดมีการติดเชื้อเพิ่มระหว่างการรักษา  ทุกรายมีจำนวน lymphocyte เพิ่มขึ้น และมี T4 Helper/inducer cell เพิ่มขึ้น

เป้าหมายในการรักษา

เชื้อ HIV เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ การยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ HIV จะทำให้หยุดหรือชะลอการดำเนินของโรคเอดส์โดยมีเป้าหมายการรักษาดังนี้

  • เพื่อยืดอายุและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว
  • หยุดการแบ่งตัวของไวรัสให้เหลือน้อยที่สุด(น้อยกว่า 50) และนานที่สุด
  • สามารถใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพให้นานที่สุด
  • ลดผลข้างเคียงของยา 

การติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic Infections)

โรคติดเชื้อฉวยโอกาสเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตและต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาล การให้ยาต้านไวรัส antiretroviral therapy (ART)จะลดการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้อย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเอดส์ที่มี CD4+ T lymphocyte count น้อยกว่า 200 cells/ml.

ในเรื่องการพิจารณาให้ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์มีข้อควรพิจารณา 2 ข้อคือ

หากผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่ได้รักษาภูมิคุ้มกันก็จะถูกทำลายจนกระทั่งไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสซึ่งมีหลายโรค และเมื่อภูมิถูกทำลายมากพอ โอกาสที่จะเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสก็มีมากจำเป็นต้องให้ยาป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสโรคที่พบบ่อยๆได้แก่

  1. การติดเชื้อไวรัส
  • Cytomegalovirus
  • การติดเชื้อ Herpes
  • ไวรัสตับอักเสบ ซี
  1. การติดเชื้อรา
  • เชื้อรา Candidiasis (Thrush)
  • การติดเชื้อ Cryptococcal Disease
  • Histoplasmosis
  1. การติดเชื้อแบคทีเรีย
  • Mycobacterium Avium Complex (MAC)
  • การติดเชื้อวัณโรค (Tuberculosis : TB)
  1. การติดเชื้อปาราสิต
  • การติดเชื้อ Pneumocystis carinii Pneumonia (PCP)
  • Toxoplasmosis gondii (Toxo)
  • การติดเชื้อ Cryptosporidiosis

 

อ้างอิง  :  1. www.siamhealth.net

              2. สุภาภรณ์ พงศกร, ปราโมท ธีรพงษ์, อโนชา อุทัยพัฒน์, นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์, สมใจ นครชัย, การใช้ยาในโรคติดเชื้อไวรัสและโรคมะเร็ง, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2531, 168-169.

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view
view